น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นและน้ำมันงาขี้ม่อน ชนิดแคปซูล ตราแมนเนเจอร์
(Organic Cold Press Coconut Oil and Perilla Oil Capsule By ManNature)

✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ช่วยปรับระดับคอเรสเตอรอล
✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ช่วยให้แคลอรี่ต่ำ เร่งการเผาผลาญ
✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ช่วยผิวพรรณสดใสหัวใจแข็งแรง
✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ช่วยต่อต้านการอักเสบของกล้ามเนื้อ
✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ช่วยลดปริมาณ LDL ซึ่งก่อให้เกิดโรคหัวใจ
✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มการต้านอนุมูลอิสระ
✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ช่วยสร้างพลังงานให้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
✔ แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีสารคีโตนช่วยฟื้นเซลล์ประสาทในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม และโรคระบบประสาท

บทความ


อาหารบำรุงสมอง
อาหารบำรุงสมอง

สมองเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อระบบร่างกายอย่างมาก เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ต้องการอาหารมาบำรุงเหมือนกับร่างกาย เพื่อให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสั่งการมายังส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วรู้หรือไม่ว่าอาหารบำรุงสมองมีอะไรกันบ้าง ?

 

  • โอเมก้า 3

     เซลล์สมองของคนเราส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่เรียกว่า โอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยในการเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์สมองให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โอเมก้า 3 เป็นวิตามินที่สกัดได้จากอาหารประเภทต่างๆ เช่น ปลาทะเลน้ำลึกอย่างแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันแฟล็กซีด วอลนัท น้ำมันคาโนลา จมูกข้าวสาลีและไข่ เป็นต้น

 

  • สารต้านอนุมูลอิสระ

     สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสารที่จะช่วยปกป้องอนุมูลอิสระในกระแสเลือดที่จะทำลายเซลล์สมองของเรา หากเราไม่มีสารต้านอนุมูลอิสระไปต่อสู้ความจำของเราก็จะค่อย ๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นเราจึงต้องกินวิตามินหรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวกบรอกโคลี กระเทียม องุ่นแดง  มะเขือเทศ ปวยเล้ง และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ให้มากๆ เพื่อไม่ให้สมองของเราถูกทำลายจนความจำแย่ลงได้นั่นเอง

 

  • โปรตีน

     ทำหน้าที่ช่วยเป็นสารสื่อระหว่างเซลล์กับเซลล์ ซึ่งถ้าหากเรามีสารสื่อประสาทน้อยเกินไป สมองจะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดไม่ติดมัน

 

  • คาร์โบไฮเดรต

     สมองต้องการคาร์โบไฮเดรตในรูปน้ำตาลกลููโคสเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตในรูปที่ไม่ขัดสี เพราะการรับประทานแป้งและน้ำตาลมากเกินไปส่งผลให้สมองเฉื่อย

 

  • ไขมัน

     มีความสำคัญในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและเยื่อบุผิวของเนื้อเยื่อสมอง โดยกรดไขมันที่มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์สมอง เยื่อหุ้มประสาทสมอง และการทำงานของร่างกาย ได้แก่ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่รู้จักกันดีในชื่อโอเมก้า 3, 6 และ 9

 

  • วิตามินบี

     วิตามินบีมีส่วนช่วยในการบำรุงสมองได้ดี แถมยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเนียนใสขึ้นอีกด้วย

     

     - บี1 ช่วยบำรุงสมอง ทำให้สมองแข็งแรง พบมากในถั่ว งา ข้าวโพด หรืออาหารที่ปรุงจากเมล็ดข้าว เช่น ขนมปังที่ทำจากแป้งไม่ขัดขาวหรือมีธัญพืชผสม รวมถึงในข้าวกล้อง สำหรับในผู้สูงอายุแนะนำให้รับประทานงาคั่วและบด เพราะจะช่วยให้ย่อยได้ดีกว่าการรับประทานเป็นเม็ด        

     - บี5 ช่วยในการถ่ายทอดสัญญาณประสาทเมื่อถูกกระตุ้น พบในเนื้อวัว สัตว์ปีก ไข่ ปลา ธัญพืช รวมถึงนมสดและผลไม้

     - บี6 ช่วยในการผลิตสารเคมีในสมอง พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ธัญพืช

     - บี12 ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์ และบำรุงเนื้อเยื่อประสาท พบได้แต่เฉพาะในเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ ในคนที่ขาดวิตามินบี 12 อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติจึงควรหมั่นตรวจว่ามีโรคของวิตามินบี 12 ต่ำหรือไม่ ถ้าต่ำแพทย์อาจให้รับประทานวิตามินบี 12 ชนิดเม็ดเพิ่มเติม

 

  • วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน

     เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดสมองเสื่อม จึงอาจช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ สารต้านอนุมูลอิสระนี้พบในผัก ผลไม้ และถั่วต่างๆ ควรรับประทานผักผลไม้สีเข้มๆ ต่างชนิดกันไป

 

  • โฟเลต

     ช่วยชะลอสมองเสื่อม อาหารที่มีโฟเลต เช่น ไข่ไก่ ตับ นม กุ้ง ข้าวโพด มะเขือเทศ กล้วย อย่างไรก็ตามโฟเลตจะถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ดังนั้นหากการเลือกกินผักและผลไม้สด ร่างกายจะได้โฟเลตจากอาหารมากกว่า

 

  • กรดโฟลิก

     จำเป็นต่อระบบรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกในสมอง พบมากในกล้วย ส้ม มะนาว สตรอเบอร์รี แคนตาลูป ผักใบเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หรือถั่วลันเตา และเป็นกรดที่สำคัญมากสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ ช่วยในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกจากแม่ไปสู่ลูก

 

  • แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม

     เป็นสารอาหารที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท พบในผักใบเขียวและผลไม้ เช่น กล้วยหอม สับปะรด ทั้งนี้การรับประทาน ผัก ผลไม้จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง และป้องกันไม่ให้สมองถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ

 

     สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญจึงต้องป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนวัย เริ่มต้นดูแลสมองของคุณด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสมองและความจำจะได้อยู่กับเราไปนานๆ เลือกรับประทานอาหารที่บอกไปข้างต้น หรือถ้าจะให้ดีเลือกทานวิตามินบำรุงสมองเลยก็ได้ค่ะ อย่าง แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ซึ่งมีส่วนผสมจากน้ำมันมะพร้าวและโอเมก้า 3 จากน้ำมันงาขี้ม่อน มีส่วนช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Capsule COCO MEGA 3 By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก bumrungrad

24-05-2019
สารพัดประโยชน์จากเมล็ดเล็กๆ
สารพัดประโยชน์จากเมล็ดเล็กๆ

     เมล็ดธัญพืชเล็กๆ ต่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นแหล่งไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร และมีไขมันแบบไม่อิ่มตัวหลายแบบที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจ หากเรารู้จักเลือกทานให้สมดุลและหลากหลายจะได้รับสารพัดประโยชน์กลับมา มารู้จักกับสุดยอดเมล็ดธัญพืชที่ได้รับการยอมรับว่ามีสารอาหารและประโยชน์ต่อสุขภาพกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง

 

1. เมล็ดเจีย (Chia)

     เมล็ดเจียมีลักษณะกลมรี สีน้ำตาลเทา ขนาดเล็กแต่มีใยอาหารสูงจนน่าแปลกใจ เพียง 2 ช้อนโต๊ะ มีใยอาหารสูงถึง 11 กรัม การรับประทานเมล็ดเจียจะได้รับธาตุเหล็ก โฟเลท แคลเซียม แมกนีเซียม กรดไขมันโอเมก้า 3 และเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำสูง แคลเซียมและแมกนีเซียมนั้นจะเสริมสร้างการสร้างกระดูกและฟัน ในขณะที่โอเมก้า 3 นั้นจะช่วยการทำงานของหัวใจโดยการลดไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ เส้นใยอาหารนั้นยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและทำให้อิ่มได้นานขึ้นอีกด้วย

     เมล็ดเจียกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มที่กินอาหารคลีน และผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก โดยนิยมโรยเมล็ดเจียในอาหารหลายชนิด เช่น สลัดผัก ก๋วยเตี๋ยว ผัดผัก โยเกิร์ต น้ำผลไม้ หรือผสมกับน้ำสะอาดใส่กระติกดื่มเพื่อเพิ่มใยอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องดื่มดับความหิวระหว่างวัน บ้างนิยมแช่เมล็ดเจียพร้อมข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต หรือนมถั่วเหลืองข้ามคืนแล้วกินพร้อมผลไม้สดหลายชนิดเป็นอาหารเช้า

     เมล็ดเจียสามารถดูดซับน้ำได้ถึง 9 เท่าของน้ำหนักแห้ง ก่อนกินจึงควรแช่น้ำอย่างน้อย 10 นาที เพื่อให้เมล็ดเจียดูดน้ำและพองตัวเต็มที่ หรือดื่มน้ำตามหลังกิน มิฉะนั้นอาจทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหารและทำให้ท้องผูกได้

 

2. เมล็ดแฟล็กซ์ (Flax seeds)

     มีลักษณะคล้ายเมล็ดงาแต่มีขนาดใหญ่กว่า มีสีน้ำตาล อุดมไปด้วยวิตามินบี วิตามินเค โฟเลต โคลีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ซีลีเนียม และที่สำคัญมีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหารซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำให้คุณอิ่มได้นานขึ้นและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  กรดไขมันโอเมก้า 3 ดีต่อสุขภาพตาและสมอง ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และการที่มีลิกแนนซึ่งเป็นสารที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนแต่อยู่ในพืชสูงนั้นยังอาจจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย

     เนื่องจากเมล็ดแฟล็กซ์ มีเยื่อหุ้มที่เหนียวและร่างกายไม่สามารถย่อยได้หมด จึงควรทานแบบที่บด มาแล้วหรือซื้อแบบเต็มเมล็ดมาปั่นก่อนใช้โรยอาหารหรือใส่ลงไปปั่นพร้อมสมูทตี้

 

3. ควินัวหรือคีนัว (Quinoa)

     มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ คล้ายกับธัญพืชทั่วๆ ไป อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ เช่น กรดไขมันไลโนเลนิก และกรดไขมันไลโนเลอิก ที่รู้จักในชื่อว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 อีกด้วย และยังเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินและเกลือแร่ โดยมีวิตามินบี 2 และวิตามินอีสูงกว่าข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์ มีใยอาหารเหนือกว่า ข้าวบาร์เล่ย ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด และข้าวสาลี ทั้งยังมีแคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี สูงกว่าธัญพืชทั่วไป

     คีนัว เป็นแหล่งพลังงานที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณสูง เราสามารถหุงคีนัวเหมือนข้าวสารโดยใช้อัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน สามารถกินแทนข้าว หรือหุงร่วมกับข้าวและธัญพืชชนิดอื่น ๆ

 

4. งา (Sesame)

     งาเป็นเมล็ดธัญพืชเพื่อสุขภาพที่ราคาถูก หาง่าย ประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แมงกานีสทองแดง เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซิงค์ และแคลเซียม ซึ่งแมงกานีส ฟอสฟอรัส และแคลเซียมจะช่วยบำรุงกระดูก ส่วนธาตุเหล็กจำเป็นสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและลำเลียงออกซิเจนผ่านกระแสเลือด ขณะที่ซิงค์ แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน น้ำมันงาจะช่วยลดความดันโลหิตสูง ผ่อนคลายความเครียด รวมทั้งต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายแข็งแรง

     งายังมีไฟเบอร์ โปรตีน ไขมันแบบไม่อิ่มตัวซึ่งดีต่อร่างกายเป็นอย่างมาก มีกรดไขมันโอเมก้า 6 เช่นเดียวกับเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดงายังมีลิกแนน ประเภทเซซามิน (Sesamin) อยู่มาก จึงมีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย เมื่อร่างกายย่อยงาจะเกิดเอนเทอโรแลกโตน ซึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเพศที่ชื่อ เอสโตรเจน ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงและสภาวะฮอร์โมนเพศดีขึ้น

     งาดำ คือทางออกการชะลอความแก่ เพราะวิตามินบี และธาตุเหล็ก ช่วยบรรเทา ป้องกันผมหงอกขาว บำรุงเส้นผมให้สุขภาพดี อีกทั้งช่วยเรื่องของความจำด้วยการชะลอการแก่ของเซลล์ประสาทและสมอง

 

5. งาขี้ม่อน (Perilla)

     งาขี้ม่อน เมล็ดคล้ายข้าวฟ่าง ขนาดเล็กกว่างาดำ มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณชูกำลัง ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น แก้ท้องผูก บรรเทาอาการของโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้อากาศ ป้องโรคแผลร้อนใน แถมช่วยลดไขมันในเลือดอีกด้วย มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ แถมยังมีโปรตีนและไขมันดีสูง สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันเพื่อสุขภาพ เพราะมีไขมันดีสูง โดยอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายชนิดได้แก่ กรดไขมันโอเมก้า 3 สูงถึง 60 % กรดไขมันโอเมก้า 6 22 % น้ำมันงาขี้ม่อนได้รับการยอมรับว่ามีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง จึงช่วยบำรุงสมอง และป้องกันโรคต่าง ๆ เช่นเดียวกับ น้ำมันลินินหรือแฟลกซ์และน้ำมันปลา

     สามารถกินสดหรือปรุงสุกก็ให้คุณค่าทางอาหารสูง โดยชาวพื้นเมืองในภาคเหนือนิยมโขลกเมล็ดงาขี้ม่อนกับเกลือกินคลุกกับข้าวเหนียว หรือนำเมล็ดใส่ในขนมเทียนหรือข้าวหลาม ปัจจุบันเริ่มมีการดัดแปลงนำเมล็ดงาขี้ม่อนมาทำอาหารหลากหลายทั้ง คุกกี้ ขนมปังธัญพืช ใช้แทนงาดำ หรือนำมาทำน้ำมันสกัดเย็น

 

6. เมล็ดฟักทอง (Pumpkin seeds)

     เมล็ดฟักทองนั้นเป็นแหล่งของวิตามินบี ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี และโปรตีน และยังมีกรดอะมิโนทริพโตเฟน ซึ่งช่วยในการนอนหลับ ลดระดับความเครียดและลดอาการวิตกกังวลได้ในระดับที่สูง เมล็ดฟักทองยังมีกรดไขมันที่จำเป็นซึ่งช่วยทำให้เส้นเลือดนั้นแข็งแรงและลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีอีกด้วย

     สามารถรับประทานแบบสดๆ หรือคั่วก็ได้เป็นของทานเล่น หรืออาจะผสมในธัญพืชอัดแท่งหรือใส่ในซุป นอกจากนั้นยังสามารถใส่ในสลัดและซอสจิ้มต่างๆ ได้อีกด้วย

 

7. เมล็ดทานตะวัน (Sunflower seeds)

     เป็นแหล่งของวิตามินบีซึ่งรวมถึงโฟเลท ช่วยป้องกันความผิดปกติแต่กำเนิด และวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันเซลล์จากการถูกทำลาย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และยังอาจจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย เมล็ดดอกทานตะวันยังมีโปรตีนและไขมันที่ดีต่อหัวใจในปริมาณที่สูง

 

8. เมล็ดกัญชง (Hemp)

     มีโปรตีนแบบสมบูรณ์ กรดไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และยังมี phytosterols ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดระดับ cholesterol ได้ ถึงแม้ว่า hemp นั้นจะเป็นพืชในตระกูลเดียวกับกัญชา แต่ไม่ได้มีสารชนิดเดียวกัน ดังนั้นการกินเมล็ด hemp นั้นจะไม่ได้ทำให้คุณได้ผลเหมือนกับการสูบกัญชาแต่อย่างใด

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Capsule COCO MEGA 3 By ManNature)

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก honestdocs, healthplatz

22-05-2019
ความดันโลหิตสูง ป้องกันได้ด้วยโอเมก้า 3 และไขมันดี
ความดันโลหิตสูง ป้องกันได้ด้วยโอเมก้า 3 และไขมันดี

     ในปัจจุบันความดันโลหิตสูงไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้สูงอายุอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปที่เป็นกลุ่มเสี่ยงกับภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้น ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ คนที่เป็นความดันโลหิตสูงมักไม่รู้ตัวว่าเป็น

 

     หากความดันโลหิตสูงยังไม่แวะเวียนมาก็ควรหาทางป้องกัน ดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 และไขมันดี เพื่อลดปริมาณไขมันเลว และคงสมดุลให้ความดันโลหิตเป็นปกติ

 

มาดู 5 อาหารไขมันดีและอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงกันดีกว่าค่ะ

 

1. อะโวคาโด

     เป็นผลไม้ที่ให้กรดไขมันดี (HDL) ชนิดเดียวกับน้ำมันมะกอก ลดคอลเลสเตอรอ และไตร์กลีเซอร์ไรด์ วิตามินอีนอกจากบำรุงผิวพรรณแล้วยังลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด โพแทสเซียมช่วยคงระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองอุดตัน

 

2. ไข่ไก่ 

     เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมที่หาซื้อสะดวก และนำไปปรุงเป็นเมนูต่างๆ ได้ง่าย มีโปรตีนสูง มีกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกาย ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ รวมไปถึงโอเมก้า 3 ใกล้เคียงไขมันในปลาแซลมอนหรือปลาทะเลน้ำลึก นอกจากนี้ยังให้วิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย ส่วนใครที่กังวลเรื่องคอลเลสเตอรอลในไข่ไก่ ปริมาณคอลเลสเตอรอลต่อไข่ไก่ต้มสุก 1 ฟองนั้นต่ำกว่าคอลเลสเตอรอลในเนื้อติดมันชนิดอื่นๆ ค่ะ

 

3. เม็ดมะม่วงหิมพานต์

     ของว่างเคี้ยวเพลินแบบไทยๆ ในบรรดาถั่วทุกชนิด เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นถั่วที่มีปริมาณไขมันน้อยกว่าอัลมอนด์ ไม่มีคอเลสเตอรอล อุดมไปด้วยกรดโอเลอิกชนิดเดียวกับที่พบในน้ำมันมะกอก กรดโอเลอิคช่วยลดปริมาณไตร์กลีเซอร์ไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง นอกจากนี้ยังพบแมกนีเซียมที่ช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงหัวใจวาย


4.เมล็ดงาดำ

     ใครที่อยากให้ระบบการทำงานของหัวใจเป็นปกติแข็งแรงดี ควรหันมาบริโภคงาดำ เพราะงาดำสามารถป้องกันเส้นเลือดแข็งแรง ช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้สะดวก สามารถลดคอลเลสเตอรอล ไขมันสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้หัวใจทำงานได้เต็มที่ และยังมีธาตุทองแดงที่ช่วยต้านการอักเสบได้ ช่วยบรรเทาอาการปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อีกด้วย

5.ปลาทะเล

     อาหารไขมันดี แหล่งรวมโอเมก้า-3 ชั้นดี โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึกในเขตหนาวที่พบกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 สูงกว่าปลาจากแหล่งน้ำจืด มีส่วนสำคัญการบำรุงสมอง ระบบประสาท การทำงานของระบบหลอดเลือด หัวใจ และสายตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือด ลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด และยังช่วยลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะสมอง และยังช่วยลดระดับไตร์กลีเซอร์ไรด์ในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
 

     ใครที่ไม่สามารถหาอาหารข้างต้นได้ หรือไม่แน่ใจว่าต้องบริโภคมากน้อยแค่ไหนถึงจะได้รับปริมาณโอเมก้า 3 เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในปัจจุบันมีวิตามิน อาหารเสริม ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกและมั่นใจได้ว่าร่างกายของคุณจะได้รับโอเมก้า 3 ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายได้ง่ายขึ้น

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Capsule COCO MEGA 3 By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก mgronline

17-05-2019
สังเกตอย่างไรว่า ยาเสื่อมคุณภาพ
สังเกตอย่างไรว่า ยาเสื่อมคุณภาพ

ถึงแม้ยาที่ผลิตมาจะผ่านกระบวนการผลิตตามวิธีการและผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาอย่างเข้มงวดแล้ว แต่ก็ไม่อาจคงคุณภาพนั้นไว้ได้ตลอดกาล เนื่องจากยาแต่ละชนิดจะมีคุณภาพเปลี่ยนแปลงไป เพื่อไม่ให้มีการจัดเก็บยาไว้นานจนเกินไปจนยาหมดอายุและเสื่อมสภาพลงจนมีผลให้คุณภาพลดน้อยลงไปจากเดิม

 

วิธีสังเกตยาเสื่อมคุณภาพ

1. ยาเม็ด 

     เมื่อหมดอายุมักมีสีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา เม็ดยาจะแตกร่วนเป็นผงง่าย

2. ยาเม็ดเคลือบน้ำตาล

     เช่น วิตามินรวม เม็ดยามักดูเยิ้มเหนียว มีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดไปจากเดิม

3. ยาแคปซูล 

- แคปซูลแข็ง : แคปซูลมักจะบวมโป่ง มีจุดเชื้อราขึ้นที่เปลือกแคปซูล ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี จับกันเป็นก้อน ซึ่งต้องระวังให้มาก เพราะยาหมดอายุบางอย่างหากกินเข้าไปอาจเป็นอันตรายต่อไต

- แคปซูลนิ่ม : เปลือกแคปซูลเยิ้มเหลวเหนียวกว่าปกติ แคปซูลเปื่อยทะลุ ทำให้ตัวยาไหลออกมากด้านนอก

4. ยาน้ำแขวนตะกอน 

     เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอน จับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มี กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไปจากเดิม

5. ยาน้ำเชื่อม 

     เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่น ตกตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว

6. ยาขี้ผึ้งและครีม 

     ถ้าเสื่อมคุณภาพจะพบว่าเนื้อยาแข็งหรืออ่อนกว่าเดิม เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีของยาเปลี่ยนไปจากเดิม

7. ยาหยอดตา

     ถ้าเสื่อมจะเปลี่ยนจากน้ำใสๆ เป็นน้ำขุ่น หรือหยอดแล้วมีอาการแสบตา มากกว่าปกติ

 

วิธีการดูว่ายาหมดอายุ

     ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา แต่ถ้ายานั้นไม่มีบอกวันหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 ปี และถ้าเป็นยาหยอดตาหากเปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งเดือน

 

     ดังนั้น ก่อนใช้ยาใดๆ จึงควรดูวันหมดอายุ และสังเกตสภาพยาว่าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะนอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจให้ทิ้งไป และเพื่อความปลอดภัยค่ะ

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Capsule COCO MEGA 3 By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก amarinbabyandkids

15-05-2019
COCOMEGA3


สนใจสอบถามหรือสั่งซื้อ
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นและน้ำมันงาขี้ม่อน ชนิดแคปซูล ตราแมนเนเจอร์
(Organic Cold Press Coconut Oil and Perilla Oil Capsule By ManNature)

COCOMEGA3
Adsense SEOlnwza